ja · en · vi · zh · es · pt · id · th
TOPIK I สอบสองทักษะคือฟังกับอ่าน คะแนนเต็ม 200 โดยได้ 80 คะแนนขึ้นไปจะได้ระดับ 1 และ 140 คะแนนขึ้นไปจะได้ระดับ 2 ส่วน TOPIK II เพิ่มการเขียนเข้ามาเป็นสามทักษะ คะแนนเต็ม 300 และแบ่งระดับที่ 120 คะแนนสำหรับระดับ 3 ที่ 150 สำหรับระดับ 4 ที่ 190 สำหรับระดับ 5 และที่ 230 สำหรับระดับ 6 ความต่างที่หนักที่สุดสำหรับผู้เรียนคือ TOPIK II มีส่วนเขียนที่ต้องผลิตภาษาเอง และใช้คำศัพท์สะสมถึงราว 5965 คำ ขณะที่ TOPIK I อยู่ที่ราว 982 คำในระดับต้น
| ระดับ | คะแนนผ่าน | เต็ม | |
|---|---|---|---|
| TOPIK I | 1 | 80 | 200 |
| TOPIK I | 2 | 140 | 200 |
| TOPIK II | 3 | 120 | 300 |
| TOPIK II | 4 | 150 | 300 |
| TOPIK II | 5 | 190 | 300 |
| TOPIK II | 6 | 230 | 300 |
TOPIK I วัดสองทักษะเท่านั้น คือ การฟังและการอ่าน รวมคะแนนเต็ม 200 คะแนน เนื่องจากไม่มีส่วนการเขียน ข้อสอบจึงเน้นให้คุณเลือกคำตอบที่ถูกต้องมากกว่าให้คุณผลิตภาษาเกาหลีออกมาเอง นั่นแปลว่าถ้าคุณอ่านออกและฟังทัน แม้จะยังพูดหรือเขียนไม่คล่อง คุณก็ยังทำคะแนนได้
TOPIK II เพิ่มการเขียนเข้ามา ทำให้กลายเป็นสามส่วน คือ ฟัง เขียน และอ่าน รวมคะแนนเต็ม 300 คะแนน ส่วนการเขียนนี่แหละที่เปลี่ยนลักษณะของข้อสอบไปทั้งชุด เพราะคุณต้องเรียบเรียงประโยคเกาหลีด้วยตัวเอง ใช้คำเชื่อม ใช้รูปประโยคที่เหมาะกับงานเขียน และคุมโครงสร้างย่อหน้าให้อ่านรู้เรื่อง ทักษะแบบนี้สร้างไม่ได้ด้วยการท่องคำศัพท์อย่างเดียว
อีกจุดที่หลายคนเข้าใจผิดคือคิดว่ามีข้อสอบแยกสำหรับแต่ละระดับ ความจริงคือ TOPIK I เป็นข้อสอบชุดเดียวที่ให้ผลออกมาเป็นระดับ 1 หรือระดับ 2 และ TOPIK II เป็นข้อสอบชุดเดียวที่ให้ผลออกมาได้ตั้งแต่ระดับ 3 ถึงระดับ 6 ระดับที่คุณได้จึงมาจากคะแนนที่ทำได้ ไม่ใช่จากการเลือกสมัครระดับ ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยอย่างเวลาสอบ จำนวนข้อ หรือรอบสอบในแต่ละปี ควรยึดตามประกาศบนเว็บไซต์ทางการเป็นหลัก เพราะรายละเอียดพวกนี้ปรับได้
สำหรับ TOPIK I จากคะแนนเต็ม 200 คุณต้องได้ 80 คะแนนขึ้นไปจึงจะได้ระดับ 1 และต้องได้ 140 คะแนนขึ้นไปจึงจะได้ระดับ 2 ถ้าทำได้ต่ำกว่า 80 คะแนน ผลจะออกมาเป็นไม่ได้ระดับ ไม่ใช่ได้ระดับที่ต่ำลงไปอีก ดังนั้นถ้าเป้าหมายของคุณคือระดับ 2 ให้ตั้งเส้นซ้อมไว้สูงกว่า 140 พอสมควร เผื่อวันสอบจริงที่ความกดดันทำให้คะแนนตก
สำหรับ TOPIK II จากคะแนนเต็ม 300 เส้นตัดอยู่ที่ 120 คะแนนสำหรับระดับ 3 ต่อด้วย 150 คะแนนสำหรับระดับ 4 จากนั้น 190 คะแนนสำหรับระดับ 5 และ 230 คะแนนสำหรับระดับ 6 จะเห็นว่าช่วงห่างระหว่างระดับต้น ๆ แคบกว่าช่วงห่างของระดับสูง ในทางปฏิบัติแปลว่าการขยับจากระดับ 3 ไประดับ 4 มักใช้เวลาน้อยกว่าการไต่ขึ้นไปถึงระดับ 5 และระดับ 6 อย่างชัดเจน
จุดที่ต้องระวังคือถ้าคุณสมัคร TOPIK II แล้วทำคะแนนไม่ถึง 120 ผลที่ได้คือไม่ได้ระดับ ไม่มีการเลื่อนลงไปให้เป็นระดับ 2 โดยอัตโนมัติ เพราะระดับ 1 กับระดับ 2 มาจาก TOPIK I เท่านั้น เรื่องวิธีคิดคะแนนและเงื่อนไขอื่น ๆ ควรอ่านจากประกาศทางการก่อนสมัครทุกครั้ง เพื่อไม่ให้เสียรอบสอบไปฟรี ๆ
ถ้าคุณเพิ่งเริ่มเรียนภาษาเกาหลี ยังอ่านประโยคยาวได้ช้า และยังจับใจความบทสนทนาความเร็วปกติได้ไม่ครบ TOPIK I คือจุดเริ่มที่สมเหตุสมผลกว่า คุณจะได้ผลเป็นตัวเลขที่ใช้วัดตัวเองได้จริง และได้ประสบการณ์ห้องสอบไว้ก่อน หลายคนใช้เป้า 80 คะแนนเป็นด่านแรก แล้วค่อยไต่ไปที่ 140 ในรอบถัดไป
แต่ถ้าคุณต้องใช้ผลสอบไปยื่นสมัครเรียนต่อ ยื่นสมัครงาน หรือยื่นเรื่องอื่นที่กำหนดว่าต้องได้ตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป คุณจำเป็นต้องสอบ TOPIK II เพราะระดับ 3 ถึงระดับ 6 มาจากข้อสอบชุดนั้นเท่านั้น การไปสอบ TOPIK I แล้วได้ระดับ 2 เต็ม ๆ ก็ยังใช้แทนกันไม่ได้ ทั้งนี้เกณฑ์ที่แต่ละมหาวิทยาลัยหรือแต่ละองค์กรกำหนดไม่เหมือนกัน จึงควรถามจากปลายทางที่คุณจะยื่นโดยตรงก่อนตัดสินใจ
กรณีที่ตัดสินใจยากคือคนที่อยู่กลาง ๆ ระหว่างสองข้อสอบ ลองชั่งแบบนี้ ถ้าคุณสอบ TOPIK II แล้วพลาดเส้น 120 คุณจะไม่ได้ระดับติดมือเลย แต่ถ้าคุณสอบ TOPIK I ด้วยพื้นฐานเท่ากัน คุณอาจได้ระดับ 2 ที่ 140 กลับมาแน่ ๆ ถ้าคุณยังไม่มีกำหนดส่งเอกสารที่กระชั้นชิด การเก็บระดับ 2 ไว้ก่อนแล้วค่อยลุย TOPIK II รอบหน้าเป็นทางที่ปลอดภัยกว่า
สำหรับคนไทยที่ตั้งใจไปทำงานที่เกาหลีผ่านระบบใบอนุญาตจ้างงาน ข้อสอบที่ต้องสอบคือ EPS-TOPIK ซึ่งเป็นคนละข้อสอบกับ TOPIK I และ TOPIK II ที่อธิบายอยู่ในหน้านี้ วัตถุประสงค์ เนื้อหาที่ออก และวิธีคิดผลของ EPS-TOPIK ถูกออกแบบมาเพื่อการทำงานโดยเฉพาะ ผลของอีกฝั่งจึงใช้แทนกันไม่ได้ ถ้าเป้าหมายของคุณคือไปทำงานตามระบบนี้ ให้ตรวจสอบประกาศรับสมัครและคุณสมบัติจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง อย่าเตรียมตัวผิดข้อสอบ
ตัวเลขที่บอกความจริงได้ดีที่สุดคือขนาดคลังคำศัพท์ ระดับต้นที่ TOPIK I ครอบคลุมอยู่ที่ราว 982 คำ ส่วน TOPIK II ไล่ขึ้นไปจนถึงคำศัพท์สะสมราว 5965 คำ นั่นคือมากกว่าเดิมราวหกเท่า ช่องว่างขนาดนี้อธิบายว่าทำไมหลายคนที่ผ่านระดับ 2 มาแบบสบาย ๆ ถึงรู้สึกว่า TOPIK II เป็นข้อสอบคนละโลก
และไม่ใช่แค่จำนวนคำที่เพิ่ม แต่ชนิดของคำก็เปลี่ยนด้วย คำในช่วงต้นส่วนใหญ่ผูกกับชีวิตประจำวัน เช่น อาหาร การเดินทาง ครอบครัว ส่วนคำในช่วงบนจะเป็นคำนามธรรมและคำที่ใช้กับหัวข้อสังคม การศึกษา สิ่งแวดล้อม หรือเศรษฐกิจมากขึ้น ที่สำคัญคือส่วนการเขียนบังคับให้คุณต้องหยิบคำเหล่านี้มาใช้เองได้ ไม่ใช่แค่จำได้ตอนเห็นในตัวเลือก ระดับความคุ้นเคยสองแบบนี้ต่างกันมาก
วิธีปิดช่องว่างที่ได้ผลคือเก็บสะสมทีละชุดเล็ก ๆ อย่างสม่ำเสมอ แล้ววนกลับมาทบทวนซ้ำเป็นระยะ แทนที่จะอัดทีเดียวก่อนสอบ ให้จดคำใหม่เป็นวลีหรือทั้งประโยค เพื่อให้ติดมาทั้งคำช่วยและคำที่มักใช้คู่กัน จากนั้นบังคับตัวเองให้เขียนย่อหน้าสั้น ๆ ด้วยคำใหม่ในสัปดาห์นั้น เพราะคำที่เคยเขียนออกมาแล้วครั้งหนึ่งจะกลับมาหาคุณได้เร็วกว่าคำที่แค่อ่านผ่านตา
อีกอย่างที่ช่วยได้จริงคือเปลี่ยนแหล่งอ่านให้ยากขึ้นตามระดับ เมื่อคุณเริ่มอ่านบทความหรือคอลัมน์ภาษาเกาหลีที่ยาวกว่าบทเรียน คุณจะเจอคำในช่วงบนซ้ำ ๆ ในบริบทจริง ซึ่งเป็นวิธีจำที่ทนกว่าการท่องรายการคำเปล่า ๆ ตั้งเป้าให้ตัวเองอ่านจบเป็นชิ้น แล้วสรุปใจความด้วยภาษาเกาหลีสองสามประโยค เท่านี้ก็ได้ฝึกทั้งการอ่านและการเขียนไปพร้อมกัน
ไม่จำเป็น คุณสมัครสอบ TOPIK II ได้เลยถ้าประเมินว่าพื้นฐานถึง เพราะทั้งสองเป็นข้อสอบคนละชุดที่ให้ผลคนละช่วงระดับ แต่ควรตรวจสอบขั้นตอนและกำหนดการสมัครจากเว็บไซต์ทางการก่อนทุกครั้ง
ไม่ได้ เพราะระดับ 1 และระดับ 2 มาจาก TOPIK I เท่านั้น ถ้าทำคะแนนใน TOPIK II ต่ำกว่าเส้น 120 ผลที่ได้คือไม่ได้ระดับ ไม่มีการปรับลงไปเป็นระดับของ TOPIK I ให้
ไม่มี TOPIK I วัดแค่การฟังกับการอ่าน คะแนนเต็ม 200 ส่วนการเขียนจะเริ่มมีใน TOPIK II ซึ่งวัดสามทักษะ คือ ฟัง เขียน และอ่าน รวม 300 คะแนน
คนละข้อสอบกัน EPS-TOPIK เป็นข้อสอบสำหรับผู้ที่จะไปทำงานตามระบบใบอนุญาตจ้างงาน มีวัตถุประสงค์และเนื้อหาแยกจาก TOPIK I และ TOPIK II ผลจึงใช้แทนกันไม่ได้ และควรดูเงื่อนไขจากหน่วยงานที่รับสมัครโดยตรง
อัปเดต: 2026-09-04