ja · en · vi · zh · es · pt · id · th
จากคลังศัพท์ TOPIK ทั้งหมด 5,965 คำ เป็นคำที่มีรากมาจากอักษรจีน หรือ 한자어 ถึง 3,264 คำ คิดเป็น 55% แปลว่าเกินครึ่งของศัพท์ที่คุณต้องท่องนั้นสร้างขึ้นจากหน่วยความหมายชุดเดิมที่ถูกนำมาประกอบซ้ำไปมา และสัดส่วนนี้ยังไต่ขึ้นตามระดับ จาก 38% ในระดับต้น เป็น 50% ในระดับกลาง และ 64% ในระดับสูง การจำ 'ชิ้นส่วน' แทนการจำทีละคำจึงเป็นทางลัดที่คุ้มที่สุดสำหรับคนที่ตั้งใจไปให้ถึงระดับสูง
| ระดับ | จำนวน | สัดส่วน | ตัวอย่าง |
|---|---|---|---|
| ระดับต้น (TOPIK ระดับ 1–2) | 369 | 37% | 년(年) ปี · 씨(氏) แซ่, ตระกูล (ต่อท้ายนามสกุล) · 문제(問題) ปัญหา · 여자(子) ผู้หญิง, สตรี |
| ระดับกลาง (TOPIK ระดับ 3–4) | 1066 | 50% | 등(等) ฯลฯ · 대하다(對) ปฏิบัติต่อ, ทำต่อ · 위하다(爲) เพื่อ · 사회(社會) สังคม |
| ระดับสูง (TOPIK ระดับ 5–6) | 1836 | 63% | 그녀(女) เธอ, หญิงสาว · 정부(政府) รัฐบาล · 과정(過程) กระบวนการ, ขั้นตอน · 생명(生命) ชีวิต, ชีวา |
ถ้านับคำในคลังศัพท์ TOPIK ทั้งหมด 5,965 คำ จะมีคำที่มีรากมาจากอักษรจีนอยู่ 3,264 คำ เท่ากับ 55% ของทั้งหมด พูดง่าย ๆ คือถ้าคุณเปิดสมุดศัพท์แล้วชี้สุ่มลงไปสองคำ มีคำหนึ่งที่น่าจะเป็น 한자어 ส่วนที่เหลือเป็นคำเกาหลีแท้ (고유어) กับคำยืมจากภาษาตะวันตกอย่าง 커피 หรือ 컴퓨터 ซึ่งคนไทยมักจำได้เร็วอยู่แล้ว
한자어 ไม่ได้แปลว่าคำที่ต้องเขียนด้วยตัวอักษรจีน เพราะในข้อสอบและในชีวิตจริงคุณจะเห็นมันเขียนด้วยฮันกึลล้วน ๆ สิ่งที่ต่างคือโครงสร้างข้างใน แต่ละพยางค์เป็นหน่วยความหมายที่ถูกนำมาประกอบซ้ำ ๆ เช่น 학교(學校) มาจาก 학 ที่แปลว่าการเรียน บวกกับ 교 ที่แปลว่าสถานศึกษา ส่วน 약속(約束) มาจาก 약 ที่แปลว่าตกลงผูกพัน บวก 속 ที่แปลว่ามัดไว้ รวมกันจึงกลายเป็นคำสัญญาหรือการนัดหมาย
จริง ๆ คนไทยคุ้นกับกลไกนี้อยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว เพราะภาษาไทยก็สร้างคำวิชาการด้วยรากบาลี-สันสกฤตแบบเดียวกัน วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ใช้ 'ศาสตร์' ซ้ำในตำแหน่งท้ายคำ เหมือนที่ภาษาเกาหลีใช้ 학 ใน 수학 과학 의학 대학 ความรู้สึกแบบ 'เอ๊ะ พยางค์นี้เคยเห็นมาก่อน' คือทักษะเดียวกับที่คุณจะใช้กับ 한자어 ต่างกันแค่ชุดรากคำเท่านั้น
ถ้าแยกดูตามระดับ สัดส่วน 한자어 อยู่ที่ 38% ในระดับต้น ขยับเป็น 50% ในระดับกลาง แล้วขึ้นไปถึง 64% ในระดับสูง หมายความว่าพอถึงระดับสูง เกือบสองในสามของคำใหม่ที่คุณเจอเป็นคำที่ประกอบขึ้นจากรากคำ ไม่ใช่คำที่ต้องท่องแบบไร้ที่มา
เหตุผลอยู่ที่ 'เรื่องที่ถูกพูดถึง' มากกว่าตัวภาษาเอง ระดับต้นวนอยู่กับสิ่งที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน กิน นอน ไป มา ราคา อากาศ ซึ่งเป็นอาณาเขตของคำเกาหลีแท้ พอขึ้นระดับกลางและระดับสูง เนื้อหาเปลี่ยนไปเป็นเรื่องนามธรรมและเรื่องสังคม เช่น 환경 경제 정책 제도 현상 และคำกลุ่มนี้แทบทั้งหมดเป็น 한자어
อีกชั้นหนึ่งคือระดับความสุภาพและความเป็นทางการ ภาษาเกาหลีมักมีคำคู่ให้เลือก เช่น 나이 กับ 연세, 이름 กับ 성함, 밥 กับ 식사 โดยฝั่งที่เป็นทางการกว่ามักเป็น 한자어 ยิ่งคุณต้องอ่านบทความ ฟังบทบรรยาย หรือเขียนเรียงความที่จริงจังขึ้น คุณก็ยิ่งต้องหยิบคำฝั่งนี้มาใช้ ส่วนรายละเอียดโครงสร้างข้อสอบของแต่ละระดับ ควรยึดตามประกาศในเว็บไซต์ทางการเป็นหลักเสมอ
เทคนิคพื้นฐานที่สุดคือเลิกจำเป็น 'คำ' แล้วเริ่มจำเป็น 'ครอบครัวคำ' ทุกครั้งที่เจอคำใหม่ ให้ถามตัวเองว่าพยางค์ไหนเคยเห็นที่อื่นมาก่อน ยกตัวอย่าง 학 จาก 학교 พอคุณรู้ว่ามันคือการเรียน คุณจะมองออกทันทีว่า 학생 학년 학기 대학 유학 수학 ล้วนเกี่ยวกับการเรียนทั้งหมด นี่คือหกคำที่ได้มาจากรากเดียว
อีกทางคือจับพยางค์ท้าย ซึ่งมักบอกว่าสิ่งนั้นเป็น 'ประเภทไหน' เช่น -실 หมายถึงห้อง (교실 사무실 화장실), -장 หมายถึงลานหรือสถานที่กว้าง (시장 운동장 주차장 수영장), -국 หมายถึงประเทศ (한국 중국 외국) ส่วนพยางค์หน้าอย่าง 불- และ 무- ทำหน้าที่ปฏิเสธคล้าย un- ในภาษาอังกฤษ พอรู้แบบนี้คุณจะเดาได้เองว่า 불편하다 คือไม่สะดวก และ 무료 คือไม่เสียค่าใช้จ่าย
ทำให้มันเป็นนิสัยด้วยสมุดสองคอลัมน์ คอลัมน์ซ้ายเป็นพยางค์ คอลัมน์ขวาเป็นคำที่คุณเจอจริงซึ่งมีพยางค์นั้นอยู่ ไม่ต้องรีบเติมให้เต็มในวันเดียว ให้ค่อย ๆ เติมทุกครั้งที่เจอในบทอ่านหรือในข่าว และเวลาทำแบบฝึกหัดแล้วเจอคำที่ไม่รู้จัก ให้ลองแยกพยางค์แล้วเดาก่อนหนึ่งรอบ ค่อยเปิดพจนานุกรมตรวจ การเดาแล้วตรวจแบบนี้ทำให้ความจำติดแน่นกว่าการอ่านคำแปลผ่าน ๆ มาก
จุดที่ทำให้หลายคนพลาดคือพยางค์เดียวกันในฮันกึลอาจมาจากรากคนละตัว 사과 เป็นได้ทั้งแอปเปิลและการขอโทษ 시장 เป็นได้ทั้งตลาดและนายกเทศมนตรี ส่วน 연기 เป็นได้ทั้งการแสดง ควัน และการเลื่อนกำหนด เสียงอย่างเดียวจึงไม่พอ ต้องอ่านบริบทของประโยคควบคู่ไปเสมอ
อีกกับดักคือการเอาความหมายของแต่ละพยางค์มาบวกกันตรง ๆ 인기 ประกอบจากคำว่าคนกับคำว่าอากาศ แต่แปลว่าความนิยม ส่วน 방송 มาจากปล่อยบวกส่ง แต่หมายถึงการออกอากาศ รากคำให้ 'เบาะแส' ไม่ได้ให้ 'คำนิยาม' ใครที่พอรู้ภาษาจีนหรือญี่ปุ่นยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะคำที่เขียนด้วยอักษรชุดเดียวกันอาจใช้คนละความหมาย เช่น 기차 ในภาษาเกาหลีหมายถึงรถไฟ ขณะที่คำเขียนแบบเดียวกันในภาษาจีนปัจจุบันหมายถึงรถยนต์
ข้อสุดท้าย ใช้การเดาเพื่ออ่านให้เข้าใจได้เต็มที่ แต่อย่าใช้เพื่อประดิษฐ์คำขึ้นมาเอง การเอาสองพยางค์ที่รู้จักมาต่อกันมักได้คำที่เจ้าของภาษาไม่ได้ใช้จริง ก่อนจะเอาคำไหนไปเขียนหรือพูด ให้ตรวจกับพจนานุกรมและดูตัวอย่างประโยคสักสองสามประโยคก่อน จะปลอดภัยกว่ามาก
ไม่จำเป็น ข้อสอบและสื่อภาษาเกาหลีทั่วไปเขียนด้วยฮันกึลล้วน สิ่งที่ให้ผลจริงคือการจำว่าพยางค์ไหนโผล่ซ้ำ และซ้ำแล้วหมายถึงอะไร ส่วนตัวอักษรจีนเป็นตัวช่วยเสริมสำหรับคนที่สนใจเป็นพิเศษเท่านั้น
พจนานุกรมเกาหลีส่วนใหญ่ใส่อักษรจีนไว้ในวงเล็บหลังคำ เช่น 학교(學校) หรือ 약속(約束) ถ้าไม่มีวงเล็บ มักเป็นคำเกาหลีแท้หรือคำยืมจากภาษาตะวันตก สังเกตไปสักระยะคุณจะเริ่มเดาได้เองจากรูปคำ
จากคลังศัพท์ 5,965 คำ เป็น 한자어 3,264 คำ หรือ 55% เมื่อแยกตามระดับจะได้ 38% ในระดับต้น 50% ในระดับกลาง และ 64% ในระดับสูง ยิ่งเรียนสูงขึ้น การจำแบบแยกรากคำยิ่งคุ้มค่า
แม่นพอสำหรับการอ่านจับใจความ แต่ไม่ควรเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะพยางค์เสียงเดียวกันมาจากรากต่างกันได้ อย่าง 사과 ที่เป็นได้ทั้งแอปเปิลและการขอโทษ ให้ใช้การเดาเป็นสมมติฐานตั้งต้น แล้วยืนยันด้วยบริบทหรือพจนานุกรมอีกครั้ง
อัปเดต: 2026-09-04